Hello world!

สวัสดีครับ  นี่เป็นบทความแรกที่ผม ได้เริ่มต้นคิดอยากทำ blog ซึ่งจะนำเสนอบทความ นานาทัศนะ สัพเพเหระ สิ่งต่าง ๆ ตามที่ผมอยากจะนำมาลงใน Daibuta Blog.
ผมจะพยายามนำเสนอสิ่งดี ๆ ข่าวสารต่าง ๆ ใน ไดบูตะ บล็อค นี้   เป็นอีกช่องทางในการเข้าถึงแฟน page และลูกค้าทุก  ๆ ท่าน

Sharp Man DaiButa

ภาพอุกิโยะ (ญี่ปุ่น: 浮世絵 – ตามตัวอักษร. “ภาพของโลกแห่งความล่องลอย”, อังกฤษ: Ukiyo-e)

ภาพอุกิโยะ (ญี่ปุ่น: 浮世絵 – ตามตัวอักษร. “ภาพของโลกแห่งความล่องลอย”, อังกฤษ: Ukiyo-e) คือลักษณะ (genre) ของภาพพิมพ์แกะไม้ของญี่ปุ่นที่สร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง 20 ที่เป็นภาพภูมิทัศน์, เรื่องราวจากประวัติศาสตร์, ภาพจากบทละคร และ แหล่งของความสำราญ (pleasure quarters) ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะหลักของภาพพิมพ์แกะไม้ของญี่ปุ่น

ตามปกติแล้วคำว่า “อุกิโยะ” (ukiyo) แปลตรงตัวว่า “โลกแห่งความล่องลอย” ที่หมายถึงโลกที่ไม่เที่ยงแท้ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความงดงามที่มีอยู่เพียงชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะอันตรธานหายไป และ โลกของการหาความสำราญ (คะบุกิ, สตรีในราชสำนัก (花魁?), เกอิชา) เป็นโลกที่ละจากความรับผิดชอบจากชีวิตประจำวัน “ukiyo-e” หรือ “ภาพของโลกแห่งความล่องลอย” ถือว่าเป็นภาพที่เป็นกลุ่มภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่เป็นอิสระจากภาพเขียนประเภทอื่น


ลักษณะศิลปะที่วิวัฒนาการขึ้นมาจากปรัชญานี้เป็นที่นิยมกันในวัฒนธรรมเมืองของเอโดะ (โตเกียว) ระหว่างครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่เริ่มจากงานที่มีสีเดียวของฮิชิคะวะ โมโรโนะบุ (Hishikawa Moronobu) ในคริสต์ทศวรรษ 1670 ในระยะแรกภาพพิมพ์ก็ใช้เพียงหมึกอินเดีย (India ink) ต่อมาก็มีการเพิ่มสีด้วยแปรง แต่เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซูซูกิ ฮะรุโนะบุ (Suzuki Harunobu) ก็คิดค้นวิธีพิมพ์หลายสีขึ้นที่เรียกว่า “นิชิคิ-เอะ” (nishiki-e) ขึ้น

ภาพอุกิโยะเป็นศิลปะที่ราคาพอประมาณเพราะสามารถผลิตเป็นจำนวนมากได้ และเป็นงานที่สร้างขึ้นสำหรับชาวเมืองผู้ที่ส่วนใหญ่แล้วก็ฐานะไม่ดีพอที่จะซื้องานที่เป็นต้นฉบับได้ หัวข้อที่สร้างในระยะแรกก็เป็นชีวิตในเมือง โดยเฉพาะจากบริเวณแหล่งสำราญ ที่รวมทั้งสตรีราชสำนักผู้มีความงาม นักมวยปล้ำซูโมะ และนักแสดงละคนผู้เป็นที่นิยม ต่อมาหัวเรื่องก็ขยายไปรวมภูมิทัศน์ที่ก็กลายมาเป็นที่นิยม หัวข้อทางการเมือง และ ชีวิตของชนชั้นที่เหนือกว่าที่กล่าวเป็นหัวข้อที่ทำได้แต่หาดูได้ยาก แต่กิจกรรมทางเพศซึ่งก็ไม่ห้ามจะพบบ่อยในงานพิมพ์ภาพ แต่ศิลปินและผู้พิมพ์บางครั้งก็จะถูกลงโทษเมื่อสร้างภาพ “shunga” ที่ชัดแจ้ง

ที่มา : วิกิพิเดีย , นิทรรศการภาพวาดริเวอร์ซิตี้

คำว่าปิ้ง กับคำว่าย่าง ต่างกันอย่างไร

วันนี้บังเอิญได้พบกับนิตยสาร EATING OUT แจกฟรี ซึ่งมีบทความเกี่ยวกับ Grill’em all  ติดตามเนื้อหา และ Like ที่ http://www.facebook.com/eatingout     เป็นบทความของบรรณาธิการ คุณพงศ์สิริ เหตระกูล ซึ่งไขข้อสงสัย และอธิบายความหมายของคำว่าปิ้งกับย่าง ได้ดีทีเดียวครับ หลาย ๆ ท่านที่เคยสงสัย หรืออาจจะไม่ได้สงสัย แต่พอได้อ่านแล้ว ก็เลยอยากจะรู้  ผมขออนุญาตนำบทความบรรณาธิการมาเผยแพร่ ณ ที่นี่นะครับ

เคยสงสัยไหมครับว่า ปิ้ง กับ ย่าง ต่างกันอย่างไร

ความสงสัยของผมมันเริ่มเกิดขึ้นตอนที่เพื่อนผมเดินผ่านร้านขายอาหารรถเข็นครับ รถเข็นคันหนึ่ง เป็นร้าน “หมูย่าง” ไม้ละ 10 บาท  ส่วนรถเข็นอีกคันหนึ่งไม่ไกลกันมาก เป็นร้าน “หมูปิ้ง” ขายไม้ละ 8 บาท

ตายละวา!!!  นี่เพราะเปลี่ยนจากปิ้งเป็นย่าง เลยทำให้ราคาหมูขึ้นมาอีก 2 บาทเลยรึนี่ !!!

ผู้ให้คำตอบไขความกระจ่างระหว่างคำสองคำนี้คือ “ราชบัณฑิตยสถาน” หน่วยงานผู้จัดทำพจนานุกรม ไทย-ไทย และบัญญัติศัพท์วิชาการสาขาต่างๆ อย่างเป็นมาตรฐานที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบัน

หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ หากเรามีข้อสงสัยเรื่องภาษาไทย เราสามารถโทร.ติดต่อหน่วยงานนี้ได้ครับ ติดต่อ 02-3560466-70, 023560477  ความหมายชื่อกด 1 , ภาษาไทย กด 2, ด้านวิทยาศาสตร์ กด 3, ด้านสังคมศาสตร์ กด 4

คำตอบคือปิ้งกับย่างนั้นเหมือนกันตรงที่เป็นการทำให้อาหารสุกด้วยไฟ แต่ต่างกันตรงที่ปิ้งนั้น มักจะใช้กับของแห้ง และใช้ไฟอ่อนๆ  ส่วนย่างนั้นมักใช้กับของสด  ดังนั้นปลาหมึกปิ้ง จะหมายความว่า เอาปลาหมึกแห้ง ๆ (เหมือนพวกปลาหมึกตากแห้งรถเข็น) มาปิ้งให้้ร้อน  แต่ปลาหมึกย่าง จะหมายความว่าเอาปลาหมึกสดๆ มาย่าง  เช่นเดียวกัน จึงไม่มีคำว่า “กล้วยย่าง” หรือ “ไข่ย่าง” เพราะกล้วยกับไข่เป็นของแข็ง และใช้ไฟอ่อน จึงต้องเรียกว่า “กล้วยปิ้ง” “ไข่ปิ้ง”

แต่กฎเกณฑ์เหล่านี้จะมีความยืดหยุ่นอยู่บ้าง โดยเฉพาะในกรณีของหมูปิ้งกับหมูย่าง เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าสามารถใช้ได้ทั้งสองคำไม่ผิดครับ

ที่มา :  บทบรรณาธิการ นิตยสาร Eating Out  Issue 29

เมนูบาร์บีคิว

เพิ่งจะพ้นสัปดาห์งาน KTB SME Market Day ที่จัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงไทย ขอบอกว่า เป็นสัปดาห์ที่ทรหด และเหน็ดเหนื่อยตลอดสัปดาห์ แต่ก็มีความสุขมาก ที่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ คือการได้ทำอาหาร ถึงแม้ว่าขั้นตอนการปรุงอาหารจะไม่ยุ่งยาก ดูแสนจะธรรมดา ๆ หากใครได้เห็นวิธีการทำหมูย่าง อาจจะมองว่าง่าย กินง่าย ซื้อง่าย แต่บอกได้เลยว่า กว่าจะมาเป็นหมูย่างแต่ละไม้ แต่ละชิ้น ได้ผ่านขั้นตอนหลาย ๆ ขั้นตอน

ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นผมไม่ได้นำเสนอเมนูบาร์บีคิว ในงาน KTB SME เพียงเพราะคิดว่าลูกค้าทางธนาคารกรุงไทย น่าจะคุ้นเคยกับรสชาดเดิม ซึ่งเมื่อครั้งแรกที่ผมเคยออกงานเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา บวกกับผมเอง ไม่ค่อยมีเวลา เลยไม่ได้เตรียมน้ำซอสสูตรบาร์บีคิว ไปจำหน่ายในงาน  จนถึงวันนี้ผมรู้สึกว่าผมคิดผิด อยากย้อนเวลาไป นำเสนอเมนูนี้  เพื่อจะได้เป็นการเปิดตัวเมนูนี้อย่างเป็นทางการ

แต่ที่ตลาดสวนหลวง ร.9 ลูกค้าหลายท่าน เริ่มติดใจในความเข้มข้นของสูตรบาร์บีคิว ผู้ใหญ่ที่ซื้อฝากเด็กเล็ก ๆ ต่างก็พูดคุยกับผมเองว่า รสชาดดี เด็ก ๆ ชอบ เพราะไม่เผ็ดจนเกินไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ติคือ สีสรรของซอส ทำให้ดูเหมือนว่าหมูย่างไหม้เกรียมไปหน่อย ในครั้งต่อไป ผมจะปรับปรุงพัฒนาสูตรนี้ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเก่า

ญี่ปุ่นมีการประกาศ Doraemon Movie ของปี 2012 ออกมาแล้วครับ

วงการภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มโปรโมท ภาพยนตร์การ์ตูนโดเรม่อน  Doraemon Movie ของปี 2012 ออกมาแล้ว


ชื่อตอน   Doraemon: Nobita to Kiseki no Shima ~Animal Adventure~ หรือ Doraemon: Nobita and the Island of Miracles ~Animal Adventure~  คือชื่อของ Doraemon Movie ภาคใหม่ที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมปี 2012 ครับ    ภาคนี้จะมีผู้กำกับคือ Kôzô Kusuba  และเขียนบทโดย  Higashi Shimizu โดยเนื้อเรื่องจะกล่าวถึงโดราเอมอน ,โดเรมี และโนบิตะ ได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่หนึ่งที่เรียกว่า “Last paradise” ซึ่งที่นั่น เต็มไปด้วยสัตว์ที่เคยสูญพันธุ์ไปแล้วมากมาย

ดูตัวอย่างหนังได้ที่เว็บ   http://doraeiga.com/2012/

ขมมสัตว์ประหลาด ทำเอง กินเอง

ญี่ปุ่นเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมในด้านเทคโนโลยี ไอเดียต่างๆ ที่คิดนอกกรอบของชาวญี่ปุ่น เราจึงเห็นสินค้าต่างๆ ที่ออกแบบดีไซน์มาเน้นประโยชน์ในด้านการใช้สอย เหมาะกับการใช้งาน มีความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น ,เครื่องใช้ไฟฟ้า, ของเล่น,  Gadget มือถือ, เครื่องครัว, เครื่องประดับต่าง ๆ, เฟอร์นิเจอร์ ,  หรือสิ่งต่าง ๆ ที่คิดค้นโดยคนญี่ปุ่น แต่ถูกส่งไปผลิตจากประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่โต โดยไอเดียจากชาวญี่ปุ่น    ถึงอย่างไร เราก็ยังรับรู้ได้ว่านี่แหละของที่คิดค้นโดยชาวญี่ปุ่นโดยผู้ผลิตจากจีน ก็ต้องยอมรับกันไป

อีกสิ่งหนึ่งที่จะพูดถึงในเรื่อง  อาหารญี่ปุ่น ก็ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ที่คนชาติใดเห็นแล้ว ก็รู้ได้เลยว่า นี่แหละรสชาติและรูปแบบอาหารญี่ปุ่น   ไม่ว่าการทำอาหารญี่ปุ่น จะเป็นคนไทยทำ หรือคนชาติไหน ทำในครัวประเทศอะไร ดีไซน์ และรสชาติออกมา ก็คงความเป็นญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นดูมีอิทธิพลกับคนไทยมาก  (สังเกตุจากร้านอาหารปิ้งย่างบุฟเฟ่ ยากินิคุ  หัวละ 499 บาท  ที่ผุดขึ้นแถว ๆ ทองหล่อ หรือถนนสุขุมวิท)😛

และสิ่งที่จะนำเสนอในวันนี้คือ “ขนมกินเล่น” ที่ผู้ใหญ่เห็นแล้วต้องคิดว่า “นี่คือขนมหลอกเด็ก”   แต่มันเป็นขนมที่ไม่ธรรมดาตรงที่  มันสามารถออกแบบ  และดีไซน์สีสันของขนมให้ออกมาตามรูปแบบแม่พิมพ์ที่กำหนดมาให้ สามารถประกอบเป็นรูปสัตว์ประหลาดในแบบต่างๆ เหมือนในอนิเมะเรื่อง TORIKO Gourmet Survival  ซึ่งเราสร้างมันขึ้นมาเอง  เสร็จแล้วก็กินได้ ตามแต่เราจะเลือกกินตรงส่วนไหน

บางตัวก็ดูน่ารักดีหรอก บางตัวก็น่าขยะแขยง ใครจะไปกล้ากินลง   แต่ผมดูแล้ว เห็นแบบนี้คงทำเล่น ๆ ไว้โชว์ดีกว่าครับ
ราคา 1 กล่อง 1,995 เยน  ประมาณเป็นเงินไทยแล้ว 760 บาท  แพงไปไหมครับสำหรับขนมทำเองกินเอง หน้าตาแปลกประหลาด   บอกแล้วไง ว่าเขาขายไอเดีย🙂

ที่มา : http://www.b-boys.jp/toriko/recipe.html

การตลาดแบบข้าวเหนียวหมูปิ้ง

พอดีไปพบบทความด้านการตลาด ที่เขียนถึงทัศนะเกี่ยวกับหลักการลาดแบบข้าวเหนียวหมูปิ้ง ผมเห็นว่าน่าสนใจ และอยากบันทึกไว้ใน blog แห่งนี้ จึงขออนุญาตทางเจ้าของเว็บ  lnw (บล็อกเทพ) มา ณ ที่นี้ด้วย

เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไม ข้าวเหนียวหมูปิ้ง จึงเป็นอาหารที่เรียกว่ายอดนิยมของคนไทย แทบจะทุกพื้นที่ในไทย ต้องมีร้านข้าวเหนียวหมูปิ้ง และขายได้ดีแบบเทน้ำเทท่าหมดกันทุกวันอีกด้วย ว่าแล้วมาลองดูกันว่า ข้าวเหนียวหมูปิ้งเนี่ย เขาทำการตลาดกันยังไง

เวลาที่เราจะซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งรับประทานในครั้งแรกเลยเราจะซื้อเพราะอะไร? หิว? ต้องการความเร็ว? อิ่มไว? เดินกินได้?  ซื้อไปกินที่ไหนก็ได้? สะอาดพอหรือเปล่า? แน่นอนข้าวเหนียวหมูปิ้งเริ่มต้นการตลาดบนพื้นฐานความต้องการของผู้บริโภค อาจจะเรียกได้ว่า ข้าวเหนียวหมูปิ้งคือ ฟาสฟู๊ด เมืองไทย ก็คงไม่มีใครปฎิเสธ เพราะเราสามารถซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งได้ อย่างรวดเร็ว และรับประทานก็ง่าย จะนั่งกินเดินกินก็ไม่มีปัญหา ที่สำคัญ อิ่ม ให้คุณค่าทางอาหารพอที่จะเป็นมื้อหนึ่งของวันได้ และด้วยความร้อนของไฟที่ปิ้งหมู เราก็พอจะการันตีความสะอาดได้ในระดับที่คนทั่วๆไปรับประทานได้โดยไม่ท้อง เสียแน่นอน

ต่อมาหากเราจะซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งจากร้านเดิม เราก็คงจะมองเรื่องของรสชาติใช่ไหมคะ ซึ่งนี่จะเป็นในเรื่องของคุณภาพสินค้ากันแล้วล่ะค่ะ ข้าวเหนียวหมูปิ้งเจ้าอร่อยก็จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคมากกว่าร้านทั่วไป

อร่อยแล้วจะทำยังไงให้คนรู้จัก เคยไหม  ที่เห็นร้านข้าวเหนียวหมูปิ้งติดป้าย หมูปิ้งป้าณี หมูปิ้งเจ๊นก ฯลฯ หลายๆร้านจะมีชื่อซึ่งเป็นเหมือนกับแบรนด์ของร้านนั้นๆ และทำให้เกิดการบอกต่อกันได้ง่าย ถ้าร้านที่ไม่มีชื่อร้านก็มักจะตั้งอยู่ในบริเวณที่มีจุดสังเกตง่าย เช่นหน้าโรงเรียน ธนาคาร เซเว่น ฯลฯ ทำให้ลูกค้าบอกต่อเพื่อนได้ง่าย หรือบางคนยังสามารถฝากให้คนรู้จักมาซื้อให้ได้ นอกจากนี้การตั้งในจุดที่สังเกตง่ายและมีคนพลุกพล่านยังช่วยส่งเสริมการขาย ได้ดีกว่าการตั้งร้านในจุดอับคนแน่นอน

ที่มา : blog.lnw.co.th

งาดำ


สรรพคุณของงาดำ ก็มีมากมาย   ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะกับเด็กจนถึงผู้สูงวัย

  • เซซามีล มีกรดอะมิโนมากมายถึง 18 ชนิด
  • มีแคลเซียมเป็น 6 เท่าของนมวัว
  • มีสาร “เซซามีน” ในปริมาณมากถึง 22 มิลลิกรัมต่อซอง (จากงานวิจัยของ รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ) 
  • มีสาร “EPI-Sesamin” 13.2 มิลลิกรัมต่อซอง
  • มี Essential Amino Acid ครบทั้ง 9 ชนิดในสัดส่วนที่พอเหมาะ
  • ให้สารอาหารสูง ทั้งโปรตีน ใยอาหาร โอเมก้า 6 และ โอเมก้า 9
  • มีสาร “แลคซิธิน” บำรุงสมอง และชะลอความแก่
  • มีกรดไขมันไลโนเลอิค ช่วยผมดกดำ ไม่ร่วงง่าย ผิวพรรณชุ่มชื้น

สารอาหารและ คุณประโยชน์ของงาดำ

แคลเซียมธรรมชาติ (มีมากกว่านมวัว 6 เท่า)

  • เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง (ในคนปกติทั่วไป)
  • เสริมสร้างแคลเซียมสำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน ปวดตามข้อหรือเก๊า

เซซามีน (Sesamin)

  • ดูดซับ / หยุดการผลิต คอเลสเตอรอล
  • มีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายขจัดสารพิษออกเร็วขึ้น (โดยเฉพาะฤทธิ์ในการเสริมประสิทธิภาพในการล้างพิษของโรงงานกำจัดขยะของร่างกาย คือตับ)
  • ลดและยับยั้งการสร้างเอนไซม์ MMP13 ที่เซลล์มะเร็งใช้เป็นอาวุธในการขยายเซลล์

พิโนเรซีโนลิ (Pinorezinoli) –> กรดไขมันไม่อิ่มตัว

  • ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง
  • ช่วยย่อยแอลกอฮอล์
  • มีสารที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่า

กรดไขมันโอเมก้า 3, กรดไขมันโอเมก้า 6 และ กรดโอเลอิค โอเมก้า 9

  • เส้นเลือดยืดหยุ่น ไม่เปราะง่าย
  • ผิวพรรณชุ่มชื้น (ไม่หยาบกร้าน)
  • รักษาและป้องกันโรคผิวหนังร้ายแรง

ไฟเบอร์

  • ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย รวมถึงผู้ที่มีปัญหาท้องผูก บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร
  • ช่วยดูดซับน้ำตาล กวาดของเสียตกค้างในระบบทางเดินอาหาร

สารอาหารอื่น ๆ
กรดอะมิโน (เมดไธโอนิน) แร่เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียม ทองแดง วิตามินบี

  • ให้ผลดีต่อระบบประสาท (บำรุงประสาท)
  • รักษาผิวหนังอักเสบ และโรคผิวหนังรุนแรง
  • รักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง
  • ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด
  • บำรุงกำลังทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง
  • ทำให้ผิวขาว
  • ต่อต้านการเกิดออกซิไดส์
  • ลดอาการไมเกรน
  • ทำให้นอนหลับง่าย
  • รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  • รักษาโรคปวดข้อ เคล็ดขัดยอก ข้อบวม ข้อเท้าแพลง
  • ช่วยถอนพิษ
  • ขับพยาธิตัวกลม
  • ทำให้เล็บแข็งแรง (ไม่ฉีกขาดง่าย)
  • ช่วยต่อต้านการเกิดเนื้องอก และต้านมะเร็ง

งาดำเม็ดเล็ก สรรพคุณมากมายขนาดนี้ ควรทานอย่างน้อยวันละนะครับ  ถ้าจะให้มีรสชาติดีอร่อยยิ่งขึ้น
หากคั่วงาดำกับไฟปานกลางสักระยะ จะได้กลิ่นหอม และลองเคี้ยวดู รับรู้ได้ถึงความหอมมัน เพิ่มความอร่อยไปอีกแบบทานคู่กับหมูย่างไดบูตะด้วยแล้ว รับรองอร่อยจนติดใจ

ที่มา : บทความสรรพคุณ   thtsesamio.tht.in